สถาบันวิจัยยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือเพื่อพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำทีมโดย ดร.อนุวรรตน์ ศรีสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยุทธศาสตร์ฯ ดร.สริญญา ลัทธิ์ถีระสุวรรณ นักวิชาการแผนและสารสนเทศ นางสาวเมธตา นาศรี นักวิชาการเกษตร และนางสาวกนกพร นามพวน นักวิชาการแผนและสารสนเทศ ร่วมเป็นวิทยากรในกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 1 พัฒนาศักยภาพนักส่งเสริมเกษตร เกษตรกร ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการตามศักยภาพพื้นที่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม จัดขึ้นโดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา



การอบรมในครั้งนี้วิทยากรจากสถาบันวิจัยยุทธศาสตร์ฯ ดร.อนุวรรตน์ ศรีสวัสดิ์ ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการจัดทำห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) โดยให้ผู้เข้าร่วมอบรมแต่ละจังหวัดเลือกสินค้าของจังหวัด มา 1 ชนิด เช่น มะพร้าวน้ำหอม จังหวัดขอนแก่น มะม่วงมหาชนก จังหวัดกาฬสินธุ์ เห็ดนางฟ้า จังหวัดสกลนคร เป็นต้น เมื่อได้สินค้าแล้วนำมาจัดทำห่วงโซ่คุณค่า วิเคราะห์สถานการณ์ของสินค้านั้น (การผลิต การตลาด บริบทพื้นที่) ระบุปัญหาและความต้องการในแต่ละ chain และหาวิธีแก้ปัญหานั้นๆ โดยบูรณาการร่วมกับการบรรยายของ ดร.สริญญา ลัทธิ์ถีระสุวรรณ ในหัวข้อการใช้ AI เพื่อการสืบค้นข้อมูลและระบบสารสนเทศ งานวิจัยเพื่อสืบค้น นวัตกรรม เทคโนโลยี ในการแก้ปัญหาพื้นที่ จากโจทย์การจัดทำห่วงโซ่คุณค่าบูรณาการโดยการใช้ AI เพื่อสืบค้นงานวิจัยเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาในแต่ละ chain จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมประชุมนำเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้สินค้าในแต่ละจังหวัด การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวน 60 คน จาก 51 หน่วยงาน 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งการอบรมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น ได้เล็งเห็นว่าการจัดการอบรมให้ความรู้ในครั้งก่อน ได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่นักส่งเสริมเกษตรในด้านการวิเคราะห์สภาพปัญหาที่แท้จริงของพื้นที่ การใช้ AI เพื่อการสืบค้นข้อมูลงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมเขียนของบประมาณได้ในอนาคต จึงขยายผลองค์ความรู้ที่ได้จากการบรรยายและปฏิบัติจริงให้แก่นักส่งเสริมเกษตรทั้งในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ โดยการอบรมในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับองค์ความรู้ในการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ประจำถิ่น พร้อมทั้งสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในการสืบค้นงานวิจัย นวัตกรรม และระบบสารสนเทศ เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาในพื้นที่และยกระดับสู่การเป็นเกษตรมูลค่าสูงได้อย่างเป็นรูปธรรม





